“สิ่งที่เรียกว่าเภทภัย มักจะเข้ามาต่อเนื่องอย่างคาดไม่ถึงเป็นเรื่องธรรมดา ต่อให้พูดอ้างอย่างโน้นอย่างนี้ แล้วจะมีใครมาช่วยเรอะ?...กะอีแค่กัปตันคนเดียว ยังปกป้องไม่ได้ แล้วยังจะมีความทะเยอทะยานอะไรกันอีกล่ะ  ‘ลูฟี่’ คือชายที่จะกลายเป็นเจ้าแห่งโจรสลัด ...ฉันพร้อมจะตายแทนทุกเมื่ออยู่แล้ว และก็จะขอตายอย่างสมศักดิ์ศรี ที่นี่!”

                              
            ผู้เอ่ยถ้อยคำที่ราวกับเป็นสัตย์ปฏิญาณนี้ คือนักดาบนามกระฉ่อน โรโรโนอา โซโล ลูกเรือคนแรกที่ก้าวสู่เรือของ มังกี้ ดี ลูฟี่ เด็กหนุ่มสวมหมวกฟาง ผู้ประกาศเจตนารมณ์ดังกึกก้องและกร้าวแกร่งไปทั่วทั้งร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ ว่า “ ฉันนี่แหละ จะเป็นเจ้าแห่งโจรสลัด”

                   ไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรม ไม่หวาดหวั่นยามเผชิญหน้ากับเหล่าโจรสลัดตัวเอ้ ไม่ไยดีต่อการตามล่าของรัฐบาลโลก เป้าหมายของลูฟี่มีเพียงหนึ่ง คือ “ครอบครอง “วันพีซ” สมบัติในตำนาน เพื่อก้าวสู่การเป็น “เจ้าแห่งโจรสลัด”

                       

  นับจากแล่นเรือลงสู่น่านน้ำที่ไร้ขอบเขตเพียงลำพัง จับพลัดจับผลูให้มีเหตุต้องแอบซ่อนในลังไม้ ก่อนถูกสายน้ำพัดพาและโดนแบกขึ้นเรือลำหนึ่งเพราะลูกกระจ๊อกของกัปตันเรือลำนั้นหลงเข้าใจว่าเป็นลังเหล้า การประมือกับโจรสลัดที่มีลูกน้องนับไม่ถ้วนจึงเริ่มขึ้น ทั้งยังต้องคอยหนีการตามล่าของกองทัพเมื่อยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ “พวกพ้อง” ซึ่งยืนอยู่ขั้วตรงข้ามกับรัฐบาล
       
        
            นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเมื่อวันวาร ก่อนที่วันนี้ ลูฟี่และผองเพื่อน ในนาม “กลุ่มโจรสลัดหมวกฟาง” จะกลายเป็น “ศัตรู” หมายเลขหนึ่งที่รัฐบาลโลกต้องการตัว
       
        
            เป็น “ศัตรู” ที่โจรสลัดทั่วโลกต้องการโค่น เพื่อประกาศศักดา สั่งสมบารมี เพื่อล่าค่าหัวซึ่งเมื่อรวมกันทั้งลำเรือแล้ว มีมูลค่าหลายร้อยล้านเบรี(ค่าเงินในโลกการ์ตูนวันพีซ) และยังมีอีกไม่น้อย คอยตามล่าพวกเขาเพื่อ...ล้างแค้น
       
        
            วันนี้ One Piece มหากาพย์แห่งโลกโจรสลัด การ์ตูนเรื่องเยี่ยม ผลงานของ เออิจิโระ โอดะ ( EIICHIRO ODA) ที่ครองใจใครหลายๆ คน เดินทางมาถึงเล่มที่ 50 แล้ว เป็นการเดินทางอันยาวนานที่นับวัน คนอ่านอย่างเราและโจรสลัดอย่างพวกเขา ได้ร่วมเรียนรู้ไปพร้อมกัน
       
        
            เรียนรู้ว่าแม้เวลาจะผ่านไปกี่นานเท่านาน บางสิ่งยังคงหยัดยืนอย่างกล้าหาญ
       เป็นการหยัดยืนที่ราวกับจงใจท้าทายคลื่นลมอันแปรปรวนของท้องทะเล และในขณะเดียวกัน ราวกับเย้ยหยันโลกทั้งโลก
                                  

            “ฉันจะให้แกได้เห็นนรก สิ่งที่กระเด็นออกมาจากร่างของหมอนี่ก็คือ “ความเจ็บปวด” และ “ความอ่อนล้า” อาการบาดเจ็บที่ได้รับสะสมมาจากการต่อสู้กับพวกโมเลีย ทั้งหมดก็คือสิ่งนี้...งั้นก็จงรับเอาความเจ็บปวดนี้ไปแทนตามที่พูดซะ แต่ว่าคนที่เจ็บเจียนตายอย่างแก ไม่มีทางทนต่อสิ่งนี้ได้แน่ อาจจะทำให้ถึงตายได้เลย”
       
   
        
            น่าสนใจ ว่า ความเจ็บปวดขนาดใหญ่โตมหึมา ที่ บาโซโลมิว คุมะ หนึ่งในเจ็ดเทพโจรสลัด ดึงออกมาจากร่างกายของลูฟี่นั้น เป็นความเจ็บปวดที่เพิ่งก่อร่างขึ้นเพียงเฉพาะในศึกการต่อสู้ใหญ่หลวงครั้งนี้ คือระหว่างลูฟี่กับ เก็กโคโมเลีย อีกหนึ่งในเจ็ดเทพโจรสลัดที่แสนร้ายกาจ หรือเป็นความเจ็บปวดและเหนื่อยล้าที่ลูฟี่แบกมาแล้วเนิ่นนาน จากการกรำศึกนับครั้งไม่ถ้วน
       
             แต่ไม่ว่าเป็นความเจ็บปวดที่ก่อตัวมาแต่ครั้งไหน โรโรโนอา โซโล ก็ก้าวเข้าไปแบกรับความเจ็บปวดอันหนาหนักของลูฟี่อย่างอาจหาญ แบกไว้บนร่างกายตนเองที่ก็ยับเยินสาหัสจากการต่อสู้เช่นกัน เพียงแต่ความสาหัสนั้น ยังไม่เท่ากึ่งหนึ่งที่ลูฟี่รับผิดชอบต่อชีวิตของเพื่อนพ้องและทุกชีวิตบนเกาะกลางทะเลแห่งนี้เอาไว้
        
            ด้วยเหตุนี้ ร่างกายของโซโลที่ย่ำแย่อยู่แล้ว เมื่อรับความบาดเจ็บอันหนาหนักของลูฟี่มาไว้กับตัว จึงยิ่งส่งผลให้โซโลอ่อนแรงคล้ายคนใกล้ตาย
               
            การแบ่งปันรับเอาความเจ็บปวดมาจากอีกฝ่าย นำพาให้พวกเขา-กลุ่มโจรสลัดหมวกฟางและทุกๆ ชีวิตบนเกาะของเก็กโคโมเลีย อยู่รอดและฟื้นคืนจากอาการบาดเจ็บ สิ่งสำคัญกว่านั้นคือ ผู้ที่ได้อยู่ร่วมเหตุการณ์ครั้งนี้ ต่างเห็นพ้องว่า ไม่เฉพาะโซโล แต่ ลูฟี่ คือกัปตันที่ลูกเรือทุกคนพร้อมจะอยู่เคียงข้างและปกป้องด้วยชีวิต      
        
            แม้ร่างกายอ่อนแรงคล้ายคนใกล้ตาย แต่จิตใจของกลุ่มโจรสลัดหมวกฟาง ไม่มีสิ่งใดทำลายลงได้...มันคือจิตใจที่เข้มแข็งและอ่อนโยน
       
            เป็นความอ่อนโยน ซึ่งคล้ายดั่งเมล็ดพันธุ์แรกสุดที่ช่วยให้ความเข้มแข็งหยั่งราก ก่อเกิดเป็นความกล้าหาญ ในการก้าวเข้าไปแบกรับปัญหาของผู้อื่น

                          

 อาจต้องใช้เวลาอีกเนิ่นนาน เผชิญหน้าและกรำศึกที่ยากลำบากอีกหลายครั้ง กว่าลูฟี่และเพื่อนพ้อง จะได้พบกับ “สมบัติหนึ่งเดียว” หรือ “วันพีซ” ที่ปรารถนา
       
        
            แต่ ณ วินาทีนี้ ใครบ้าง ไม่กล้ายืนยัน ว่ากลุ่มโจรสลัดหมวกฟางได้ครอบครองบางสิ่งที่โจรสลัดผู้ยิ่งใหญ่, เหล่าเจ็ดเทพแห่งท้องทะเลผู้น่าเกรงขาม และรัฐบาลโลกที่ทรงพลานุภาพไม่อาจหยั่งถึง
       
        
            ใครจะรู้...’วันพีซ’ อาจหมายถึงจิตใจที่เข้มแข็ง อ่อนโยน คือสัจจะและความความสัตย์ซื่อที่น้อยคนนักจะมีสิทธ์ครอบครองและหวงแหนมันไว้ยิ่งกว่าลมหายใจ
        
            อาจเพราะเช่นนั้นหรือไม่ รอยยิ้มของ โกลด์ โรเจอร์ เจ้าแห่งโจรสลัดในตำนาน ผู้ประกาศไว้ก่อนตายว่าเขาคือผู้ครอบครองวันพีซ จึงเป็นรอยยิ้มที่ทั้งอวดดี เย้ยหยัน และสาใจ แม้ในวินาทีที่คมดาบจากเพชฌฆาตกำลังง่าเงื้อลงบั่นคอ
       
        
            เป็นรอยยิ้มที่ราวกับบอกให้รู้ว่า 'ข้าได้ครอบครองสิ่งซึ่งพวกเจ้าไม่มีวันค้นพบ'
       
        
            ...ตราบที่เรือพวกเจ้ายังกางใบในท่ามกลางทะเลอันบ้าคลั่ง คงไม่ใช่ทุกคน ที่ความอ่อนโยน ความรัก และความสัตย์ซื่อจะยังหยัดยืนอย่างเข้มแข็ง
        
            เป็นทั้งสมบัติล้ำค่าและอาวุธที่สร้างความปราชัยให้ศัตรูนับไม่ถ้วน
       
        
            เป็นอาวุธตอบโต้ ที่แม้แต่เจ็ดเทพโจรสลัดผู้ทรงพลัง และได้รับมอบหมายให้มาจัดการกับกลุ่มโจรสลัดหมวกฟาง ยังเอ่ยปาก
       
        
            “ถ้าหากยังดึงดันไปยุ่งกับ “หมวกฟาง” คนที่ต้องอับอายก็จะเป็นฉันเอง”
       

       
        
                           ...............
       
              โดย : ตัวหนอนบนกองหนังสือ
       
       - หมายเหตุ : ONE PIECE ฉบับภาษาไทย เป็นลิขสิทธิ์ของ SIAM INTER COMIC

edit @ 18 Mar 2009 13:24:28 by ZipPo Qrew

แหะแหะ ด้วยความที่อยากสมัครบลอกของ Exteen มาตั้งนานแล้ว แต่พอสมัครเสร็จกลับไม่รู้จะเขียนอะไรประเดิมดี วันก่อนได้อีเมลล์ฟอร์เวิร์ดมา เป็นงานเขียนของคุณ วินทร์ เลียววาริณ ชื่อ ผงซักฟอก

ชอบมากเลยขอแชร์นิดนึง แต่ถ้าใครเคยอ่านแล้วก็ขออภัยจ้า

ผมเคยเล่าชีวิตวัยเด็กของผมให้เด็กรุ่นใหม่ฟังว่า ในสมัยที่ผมยังเป็นเด็ก ผมไม่มีแม้แต่โทรทัศน์ ความบันเทิงเดียวที่ผมมีคือการอ่านหนังสือ เด็กบอกว่า “ชีวิตสมัยนั้นคงทรมานน่าดู” สำหรับพวกเขา ชีวิตคงไร้ความหมายหากไม่มีเกมคอมพิวเตอร์

ในเวลาเพียงหนึ่งชั่วคน ค่านิยมของความสุขเปลี่ยนไปหน้ามือเป็นหลังมือ คำว่า ‘ความสุข’ มีนัยทางวัตถุมากกว่าจิตใจมากขึ้นเรื่อยๆ

แต่ผมก็รู้ว่ายากที่จะอธิบายให้เด็กรุ่นใหม่เข้าใจว่า ความสุขของการมีเกมออนไลน์เป็นสิ่งฉาบฉวย พวกเขาจะเข้าใจความข้อนี้ก็ต่อเมื่อพวกเขาเล่าชีวิตวัยเด็กของตนให้คนรุ่นลูกฟัง และคนรุ่นลูกส่ายหัว บอกว่า "ชีวิตสมัยนั้นคงทรมานน่าดู"

ในสายตาของคนในอนาคตกาล โทรศัพท์มือถือ ไอ-พ็อด เกมออนไลน์ ฯลฯ ล้วนเป็นเครื่องมือที่ล้าหลังและไม่น่าสนุกแม้แต่นิดเดียว ผู้คนในอีกหลายศตวรรษหน้าอาจมองมายังคนรุ่นเรา แล้วบอกต่อกันว่า "ชีวิตสมัยนั้นคงทรมานน่าดู" เพราะโลกในอีก 100-200 ปีข้างหน้าก็ย่อมมี 'ความสุข' มากกว่านี้ พวกเราในยุคปัจจุบันคงจะพลาด 'ความสุข' อีกนานาชนิด เช่น กล่องความสุขที่ฝังในหัว, ปุ่มเพิ่มความสุขทางเพศที่ฝังในระบบประสาท, ประสบการณ์การบินจริงๆ อย่างนก (เมื่อเราสามารถสร้างเครื่องต้านแรงโน้มถ่วงสำเร็จ) ฯลฯ

สิ่งเหล่านี้ยังไม่มีใน พ.ศ. นี้ เราจึงไม่รู้สึกว่าขาดมันไม่ได้

เมื่อไม่รู้ ก็ไม่รู้สึก!

เราอยู่ในสังคมที่สอนและตอกย้ำให้เห็นว่า ความสุขเกิดจากการปรุงแต่งกิเลสเป็นสิ่งที่ดี

เกิดมาไม่สวย ก็ดิ้นรนให้สวยจนได้ สวยอยู่แล้วก็อยากสวยขึ้นไป ไม่มีอะไรก็ต้องหามาให้ได้ ไม่ว่าด้วยวิธีการใด

คนเราสร้างความต้องการเทียมๆ ขึ้นมา แล้วก็ฝังตัวกับมัน ขาดมันแล้วก็อยู่ไม่ได้

ผมเคยพบเด็กรุ่นใหม่บางคนที่ไม่ยอมสวมเสื้อผ้าที่ไม่ใช่สินค้าแบรนด์เนม ใช้สินค้าตามอย่างดาราที่ตนเองชื่นชอบ

ในที่สุดก็ไม่รู้ว่า ใครเป็นผู้ใช้ชีวิตของเรากันแน่ เพราะต้องเดินตามแฟชั่นที่ผู้อื่นกำหนดให้เดินตลอด

ยิ่งเดินตามคนอื่นนานเท่าใด ก็ยิ่งถอยห่างจากตัวเองเท่านั้น นานๆ เข้า ก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร เฮ็นรี เดวิด โธโร นักคิด นักเขียน นักธรรมชาติวิทยา ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Walden สอนให้ผู้คนใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่กับธรรมชาติ ท่านเขียนไว้ว่า "มนุษย์เป็นผู้สร้างความสุขของเขาเอง"

เพราะหากคุณเป็นเจ้าของชีวิตของคุณจริงๆ คุณก็ต้องใช้ชีวิตของคุณด้วยตัวเอง เพราะเราเรียกคนที่ถูกคนอื่นใช้ชีวิตแทนให้ว่า ทาส

ปรัชญาตะวันออกเชื่อว่า จิตเดิมแท้ของมนุษย์เป็นผ้าขาวเปล่า ทุกสิ่งที่ถูกระบายลงไปเป็นกิเลส

หากโชคดีรู้ตัวว่า ผ้าแห่งใจสกปรก เลอะเทอะด้วยกิเลสที่สังคมภายนอกช่วยละเลง ก็ลงมือซักผ้าผืนนั้นเสีย ก่อนที่มันจะซักไม่สะอาดอีกต่อไป

ผงซักฟอกที่ใช้ซักผ้าผืนนี้มีหลายยี่ห้อ ที่นิยมก็คือยี่ห้อ ‘สมถะ’, ‘สันโดษ’ และ ‘พอเพียง’

ทว่าหลายคนมักเข้าใจคำว่า ‘สมถะ’ ‘สันโดษ’ และ ‘พอเพียง’ ผิดๆ

สมถะ มิได้หมายความว่าต้องสวมเสื้อตัวเดียวทั้งชีวิต สันโดษมิได้หมายความว่าต้องหมกตัวในถ้ำกลางป่าเขา กินอาหารวันละมื้อ พอเพียงก็ไม่ได้แปลว่า ห้ามทำงานหาเงินมาเก็บตุนไว

ความสุขเกิดจากความพอดี ความสมดุลของการใช้ชีวิต

รู้อย่างนี้แล้ว หากผ้าแห่งใจของคุณยังเลอะเทอะอยู่ ก็เป็นความผิดของคุณเอง

edit @ 26 Feb 2009 22:38:37 by ZipPo Qrew